เจาะลึก 5 เรื่องราวลี้ลับแห่งพระราชวังต้องห้าม
พระราชวังต้องห้าม (The Forbidden City) หรือ "จื่อจิ้นเฉิง" คือจุดหมายปลายทางยอดนิยมที่อยู่ในโปรแกรม ทัวร์จีน เส้นทางทัวร์ปักกิ่งแทบทุกโปรแกรม สถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยความงามทางประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรมอันน่าทึ่ง แต่ในขณะเดียวกันก็ถูกปกคลุมไปด้วยความลี้ลับและปริศนามากมายที่ทำให้นักท่องเที่ยวทั่วโลกหลงใหล และนี่คือ 5 เรื่องราวความลับชวนค้นหาของนครต้องห้ามแห่งนี้ค่ะ


1. ปริศนาฐานรากและการก่อสร้างอันยิ่งใหญ่
พระราชวังแห่งนี้สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าหย่งเล่อ จักรพรรดิลำดับที่ 3 แห่งราชวงศ์หมิง ภายหลังจากทรงขับไล่ชาวมองโกลออกจากกรุงปักกิ่ง แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่มีใครทราบแน่ชัดว่า พระองค์ทรงสร้างพระราชวังใหม่ทับลงบนพื้นที่เดิมของชาวมองโกล หรือเพียงแค่ใช้พระราชวังเดิมของกุบไลข่านเป็นต้นแบบเท่านั้น บนพื้นที่อันยิ่งใหญ่กว่า 720,000 ตารางเมตรนี้ ต้องใช้แรงงานช่างฝีมือนับแสนและคนงานอีกนับล้านคนในการเนรมิตขึ้นมา จนกลายเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่ดึงดูดใจให้นักท่องเที่ยวต้องจัดกระเป๋ามา ทัวร์จีน เพื่อชมด้วยตาตัวเองสักครั้ง

2. ความซับซ้อนประดุจ "กล่องซ่อนกล" และห้องลับ
ด้วยจำนวนอาคารกว่า 980 หลัง และห้องที่มากถึง 9,999 ห้อง พระราชวังต้องห้ามจึงมีความซับซ้อนคล้าย "กล่องชุดของจีน" ที่มีขนาดลดหลั่นซ้อนกันอยู่ ภายในมีห้องลับและหอพระสมุดซ่อนตัวอยู่อีกมากมาย จนเชื่อกันว่ายังมีสิ่งลี้ลับซ่อนอยู่ในกล่องที่ปิดมิดชิดนี้ และเราอาจไม่มีวันได้ล่วงรู้ความลับทั้งหมดของพื้นที่อันซับซ้อนแห่งนี้ได้เลย


3. โลกปิดตายของขันทีและนางสนมนับหมื่นชีวิต
สถานที่แห่งนี้ถูกล้อมรอบด้วยกำแพงสูง 11 เมตรและคูน้ำกั้นจักรพรรดิออกจากโลกภายนอก ภายในกำแพงจึงกลายเป็นแหล่งรวมเล่ห์เพทุบายและการใช้ชีวิตอย่างหรูหราของราชสำนัก เป็นโลกปิดตายของคนนับหมื่น ทั้งสนมกำนัล 9,000 นาง พนักงานครัว 6,000 คน และขันทีอีกกว่า 70,000 คน ที่ต้องอาศัยอยู่ที่นี่ไปตลอดชีวิตเพื่อคอยตอบสนองความสำราญของจักรพรรดิโดยไม่ได้ออกไปไหน

4. ปริศนาชายหนุ่มรูปงามในยุคซูสีไทเฮา
ในยุคของพระนางซูสีไทเฮา นอกจากความหรูหราขั้นสุดที่มีการจัดเตรียมพระกระยาหารมากถึงมื้อละ 148 ชุดแล้ว ยังมีความลับอันมืดมนซ่อนอยู่ โดยมีเรื่องเล่าว่าพระนางทรงสั่งให้ขันทีออกไปเสาะหาชายหนุ่มรูปงามนอกวังเพื่อพาตัวเข้ามาในพระราชวัง และหลังจากชายหนุ่มเหล่านั้นย่างกรายเข้าสู่นครต้องห้าม ก็จะหายตัวไปอย่างปริศนาและไม่มีใครได้พบเห็นพวกเขาอีกเลย

5. รหัสลับของสถาปัตยกรรม "โอรสสวรรค์"
ผังการก่อสร้างและการเลือกใช้สีภายในวังถูกคำนวณมาอย่างแยบยลเพื่อซ่อนสัญลักษณ์เชิงอำนาจว่า จักรพรรดิคือ "โอรสสวรรค์" ผู้เชื่อมโยงโลกและสวรรค์เข้าด้วยกัน ทุกตำหนักถูกจัดวางตามหลักความสมดุลของ "หยินและหยาง" (สวรรค์กับโลก หรือ เพศชายกับเพศหญิง) อย่างสมบูรณ์แบบ


จุดจบของพระราชวังต้องห้ามในฐานะศูนย์กลางอำนาจการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เกิดขึ้นเมื่อมีการปฏิวัติในประเทศจีนเมื่อปี ค.ศ. 1911 กลุ่มผู้ก่อการปฏิวัติได้บังคับให้จักรพรรดิปูยี ซึ่งขณะนั้นมีพระชนมายุเพียง 6 พรรษา ต้องสละราชบัลลังก์

แม้จะสละราชสมบัติไปแล้ว แต่จักรพรรดิปูยียังคงได้รับอนุญาตให้ประทับอยู่ในนครต้องห้ามต่อไปจนถึงปี ค.ศ. 1924 ทว่าการประทับอยู่ในวังช่วงเวลานั้นมีสภาพไม่ต่างไปจากนักโทษ นอกจากนี้ พระตำหนักและอาคารต่างๆ ภายในพระราชวังยังถูกปล่อยปละละเลยและทอดทิ้งให้ทรุดโทรมหักพังไป

ในปัจจุบัน พระราชวังต้องห้ามได้เปลี่ยนบทบาทไปอย่างสิ้นเชิง โดยพระที่นั่งและพระตำหนักต่างๆ ได้ถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นสถานที่จัดแสดงสิ่งของและนิทรรศการที่สื่อถึงอดีตอันหรูหรา กลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์และสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญที่เปิดต้อนรับผู้คนจากทั่วโลกให้เข้าไปชื่นชมประวัติศาสตร์และความงามสืบไป

แม้ปัจจุบันพระราชวังต้องห้ามจะเปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑ์ที่เปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวและคณะ ทัวร์จีน จากทั่วโลกให้เข้าไปชื่นชมความงามแล้ว แต่เรื่องราวลึกลับซับซ้อนในอดีตก็ยังคงเป็นปริศนาที่รอคอยให้คนรุ่นหลังได้ไปค้นหาคำตอบกันต่อไป
คุณมีกำหนดการจะเดินทางไปท่องเที่ยวพระราชวังต้องห้ามในช่วงเดือนไหน หรือต้องการให้ปรับเน้นเนื้อหาในส่วนใดเพิ่มเติมอีกไหมครับ?





