เปิดตำนานคฤหาสน์หวั่งหลี ซัวเถา
จากอาณาจักรการค้าสู่ พระราชวังแห่งแต้จิ๋ว
หากเอ่ยถึงนามสกุลคหบดีไทยเชื้อสายจีนที่มีบทบาทสำคัญต่อรากฐานทางเศรษฐกิจมาอย่างยาวนาน ชื่อของ หวั่งหลี ย่อมปรากฏขึ้นเป็นอันดับต้นๆ ในฐานะสัญลักษณ์แห่งความมั่งคั่งและการปรับตัว แต่สำหรับนักประวัติศาสตร์วัฒนธรรมและความจงรักภักดีในรากเหง้า ความยิ่งใหญ่ของตระกูลนี้ไม่ได้มีเพียงตึกแถวโบราณริมแม่น้ำเจ้าพระยาอย่าง ล้ง 1919 เท่านั้น แต่ยังมี ต้นธาร แห่งความรุ่งเรืองที่ตั้งตระหง่านอยู่ ณ เมืองซัวเถา ประเทศจีน ในรูปแบบของอภิมหาคฤหาสน์เก่าแก่ที่รวบรวมสายสัมพันธ์ไทย-จีนผ่านกาลเวลานานเกือบ 2 ศตวรรษ ซึ่งในปัจจุบัน สถานที่แห่งนี้ได้กลายเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญที่โปรแกรมทัวร์จีนสายวัฒนธรรมนิยมพานักท่องเที่ยวเดินทางไปเยือน เพื่อสัมผัสความอลังการของอดีตด้วยตาตนเอง

คฤหาสน์แห่งนี้ได้รับการยกย่องให้เป็น พระราชวังของคนแต้จิ๋ว ด้วยขนาดที่มโหฬารและความประณีตของศิลปกรรมที่ยังคงความสมบูรณ์อย่างน่าอัศจรรย์ บทความนี้จะพาทุกท่านย้อนรอยกลับไปสัมผัสจิตวิญญาณของชาวจีนโพ้นทะเลและสำรวจร่องรอยความมั่งคั่งระดับตำนานที่ครั้งหนึ่งเคยถูกกล่าวขานว่า ร่ำรวยจนต้านทานรัฐได้

ต้นกำเนิด หวั่งหลี จากชื่อบริษัทสู่ยอดตระกูลคหบดี
สายใยของตระกูลหวั่งหลีกับแผ่นดินไทยนั้นฝังรากลึกและยาวนาน ความสำเร็จนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน แต่มาจากการสะสมฐานรากที่แข็งแกร่งตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ โดยมีไทม์ไลน์ความรุ่งเรืองที่สัมพันธ์กับประวัติศาสตร์ไทยดังนี้

รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 นายตั่งสื่คั้ง หรือ เฉินสื่หง ผู้มีพื้นฐานครอบครัวที่มีการศึกษาสูงและมีต้นทุนทางธุรกิจที่ดีจากบิดา ได้ก่อตั้งบริษัทการค้าทางทะเลชื่อ หวั่งหลี เกิดจากการนำคำว่า หวั่ง ซึ่งเป็นชื่อตัวสุดท้ายของตน มาประสมกับคำว่า หลี ที่แปลว่ากำไร โดยเริ่มจากการเป็นตัวกลางขนถ่ายสินค้าและแรงงานชาวจีนมายังสยาม

รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เมื่อมีการประกาศใช้พระราชบัญญัตินามสกุล ครอบครัวหวั่งหลีซึ่งกลายเป็นสัญชาติไทยและตั้งรกรากอย่างมั่นคงแล้ว จึงได้นำชื่อบริษัทการค้าที่เลื่องชื่อมาจดทะเบียนเป็นนามสกุล เพื่อสืบทอดเอกลักษณ์แห่งความสำเร็จมาจนถึงปัจจุบัน

ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ถึงยุคเปลี่ยนแปลงการปกครองในจีน ตระกูลหวั่งหลีแสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์และการหยั่งรู้ล่วงหน้า โดยการกระจายธุรกิจไปทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในจีนและทรัพย์สินถูกยึดเป็นของหลวง ตระกูลยังคงรักษาความมั่นคงและเติบโตต่อได้ในต่างแดน
ยุคปัจจุบัน คฤหาสน์ที่เคยถูกรัฐบาลจีนยึดไปในช่วงคอมมิวนิสต์ ได้รับการคืนกรรมสิทธิ์ให้แก่ตระกูลหวั่งหลีอีกครั้ง เพื่อให้เข้ามาดูแลรักษาในฐานะมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญของชาติ

อภิมหาคฤหาสน์ ณ เมืองซัวเถา สถาปัตยกรรมแห่งความมั่งคั่ง
แม้รากเหง้าของตระกูลจะยาวนานเกือบ 200 ปี แต่ตัวอาคารหลักที่ปรากฏให้เห็นความโอ่อ่าในปัจจุบันคือผลงานการสร้างและบูรณะครั้งใหญ่ในปี ค ศ 1922 ตั้งอยู่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษเมืองซัวเถา โดยเป็นการออกแบบเพื่อรองรับ ครอบครัวขยาย ตามจารีตจีนโบราณที่ต้องการให้ลูกหลานอาศัยอยู่ร่วมกันอย่างกลมเกลียว โดยแบ่งโซนบ้านอย่างเป็นสัดส่วนสำหรับลูกชายคนที่ 1 2 และ 3

ความหรูหราของคฤหาสน์หลังนี้คือการบรรจบกันของศิลปะแต้จิ๋วขนานแท้และวัสดุนำเข้าจากตะวันตก สะท้อนถึงสถานะ เศรษฐีข้ามชาติ ในยุคนั้น

รายละเอียดและองค์ประกอบสำคัญ
- วัสดุตกแต่งเลอค่า มีการนำเข้ากระเบื้องลวดลายวิจิตรจากอิตาลีและสเปน เพื่อใช้ประดับตกแต่งซุ้มประตูและขอบหน้าต่างอย่างประณีต
- เสาหินอ่อนยุโรป ใช้เสาหินอ่อนขนาดใหญ่นำเข้าจากยุโรป สร้างความโอ่อ่าตามแบบสถาปัตยกรรมตะวันตกผสมผสานกับโครงสร้างจีน
- เทคนิคการขัดเงา เหรียญเงิน ความวิจิตรเหนือระดับด้วยการจ้างคนงานให้ใช้ เหรียญเงิน มาขูดเสาหินอ่อนซ้ำๆ เพื่อให้เกิดความเงางามเป็นประกายตั้งแต่โคนเสาจรดปลาย
- ฟังก์ชันที่เหนือระดับ มีการออกแบบห้องพิเศษ เช่น ห้องฟังเพลง และ ห้องเก็บของโบราณ เพื่อสะท้อนความสุนทรีย์และการสะสมมรดกล้ำค่าของตระกูล
- นวัตกรรมทางสถาปัตยกรรม การสร้าง สะพานเชื่อมตึก บนชั้นสองเพื่อให้เดินถึงกันได้ทุกทิศทาง และมีดาดฟ้าสำหรับรับลมชมวิว ซึ่งเป็นเทคนิคการก่อสร้างที่ใช้งบประมาณมหาศาลในสมัยร้อยปีก่อน

เรื่องเล่า คนรับใช้กับหน้าต่าง ภาพสะท้อนขนาดพื้นที่อันมหาศาล
ความยิ่งใหญ่ของคฤหาสน์หวั่งหลีไม่ได้วัดกันที่ตัวเลขพื้นที่เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีเรื่องเล่าขานที่สะท้อนถึงความมโหฬารผ่านภารกิจของคนรับใช้ในบ้าน มีคำกล่าวติดตลกที่เป็นเรื่องจริงว่า คนรับใช้คนหนึ่งมีหน้าที่เพียงอย่างเดียวคือ การเปิดและปิดหน้าต่าง

ในยามเช้า คนรับใช้จะต้องเริ่มเดินเปิดหน้าต่างเพื่อให้แสงแดดส่องถึงห้องหับต่างๆ กว่าจะเปิดครบทุกบานทั่วคฤหาสน์ก็เป็นเวลาพักเที่ยงพอดี และเมื่อเริ่มปิดหน้าต่างในช่วงบ่าย กว่าจะปิดครบทุกบานดวงอาทิตย์ก็ลับขอบฟ้าถึงเวลาเข้านอนเสียก่อน ภารกิจที่ใช้เวลาตลอดทั้งวันเช่นนี้ชี้ให้เห็นว่า บ้านมีจำนวนห้องและหน้าต่างมหาศาลเกินกว่าที่คนทั่วไปจะจินตนาการได้
ธรรมเนียมและกุศโลบายในบ้านคนรวย
การวางผังคฤหาสน์หวั่งหลีเต็มไปด้วยรหัสทางวัฒนธรรมที่ลึกซึ้ง

ตงเต้าจู่ เจ้าภาพ ในห้องรับแขกตามธรรมเนียมจีน ตำแหน่งสูงสุดจะอยู่ทางทิศขวามือหรือทิศตะวันออก ยิวจุน เสมอ สำหรับบ้านหลังนี้ที่หันหน้าไปทางทิศตะวันออก แม้จะเป็นการแสดงความถ่อมตนในเชิงทิศทาง แต่การที่เจ้าบ้านนั่งทางฝั่งตะวันออก ตง ก็คือที่มาของคำว่า ตงเต้าจู่ ซึ่งแปลว่าเจ้าภาพนั่นเอง
ช่องมองดูตัวคุณหนู สังคมคนรวยสมัยก่อน คุณหนู มักจะถูกเก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน บริเวณชั้นบนของห้องรับแขกจึงมีการออกแบบ ช่องมองดูตัว ขนาดเล็กเพื่อให้คุณหนูได้แอบสังเกตดูนิสัยใจคอหรือรูปร่างหน้าตาของชายหนุ่มที่ผู้ใหญ่พามาแนะนำตัว ก่อนที่จะตัดสินใจเรื่องคู่ครอง นับเป็นกุศโลบายที่สะท้อนวิถีชีวิตชนชั้นสูงในอดีตได้เป็นอย่างดี

คฤหาสน์หวั่งหลีในปัจจุบัน มรดกที่กลับคืนสู่เจ้าของ
หลังจากผ่านมรสุมทางการเมืองและการยึดครองโดยรัฐ ปัจจุบันคฤหาสน์หวั่งหลีได้กลับคืนสู่การดูแลของตระกูลอีกครั้ง โดยรัฐบาลจีนตระหนักถึงคุณค่าในฐานะโบราณสถานที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ ปัจจุบันเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมชมโดยมีการเก็บค่าเข้าชมเพื่อนำรายได้มาบำรุงรักษาสถานที่

ความรู้สึกเมื่อได้เยือนคฤหาสน์แห่งนี้จะคล้ายคลึงกับความประทับใจที่คนไทยมีต่อ ล้ง 1919 ในกรุงเทพฯ แต่เป็นในสเกลที่ยิ่งใหญ่และสมบูรณ์กว่ามากในฐานะ บ้านบรรพบุรุษ ที่เป็นจุดกำเนิดของความมั่งคั่งทั้งหมด

บทสรุป คุณค่าของรากเหง้าและการเดินทางไปเยือน
คฤหาสน์ตระกูลหวั่งหลีไม่ได้เป็นเพียงสิ่งปลูกสร้างที่แสดงถึงความร่ำรวยระดับ ฟู่เข่อตี๋ก๋ รวยจนเป็นคู่ปรับกับรัฐได้ เท่านั้น แต่เป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิตซึ่งบันทึกหน้าประวัติศาสตร์การต่อสู้ของชาวจีนโพ้นทะเลที่ข้ามน้ำข้ามทะเลมาสร้างชื่อเสียงบนแผ่นดินสยาม

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการเดินทางเชิงประวัติศาสตร์ การได้สัมผัสความอลังการของสถาปัตยกรรมแต้จิ๋วที่ผสานกับรสนิยมตะวันตก ณ ซัวเถาแห่งนี้ คือการกลับไปทำความรู้จักกับรากเหง้าที่เชื่อมโยงเราเข้ากับอดีต และเป็นบทเรียนสำคัญที่สอนว่าความรุ่งเรืองที่ยั่งยืนนั้น ต้องเริ่มต้นจากพื้นฐานครอบครัวที่มั่นคงและการรักษาวัฒนธรรมอันดีงามไว้ตราบนานเท่านาน





