13 สิ่งมหัศจรรย์ทางธรณีวิทยา ที่วิทยาศาสตร์ยังทึ่ง
เปิดตำนานสิ่งมหัศจรรย์ทางธรณีวิทยา ความลับของโลกที่วิทยาศาสตร์ยังหาคำตอบไม่ได้
สวัสดีค่ะเพื่อน ๆ นักเดินทางที่รักของนางฟ้าทุกคน วันนี้ นางฟ้าพาเที่ยว จะพาทุกคนลัดฟ้าไปสัมผัสกับความมหัศจรรย์ของโลกที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ (Impossible Places) ในมุมต่าง ๆ ของโลกใบนี้กันค่ะ สถานที่เหล่านี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นด้วยน้ำมือมนุษย์ แต่เป็นผลงานชิ้นเอกของธรรมชาติที่งดงามราวกับมีเวทมนตร์คอยรังสรรค์ขึ้น จนนักวิทยาศาสตร์เองยังต้องทึ่งและยังไม่สามารถหาคำตอบที่แน่ชัดได้ เตรียมตัวให้พร้อมแล้วไปพิสูจน์ความลี้ลับของโลกใบนี้พร้อม ๆ กันเลยค่ะ
1. ก้อนหินท้าทายแรงโน้มถ่วง (Gravity Defying Wonders)
ในบรรดาสิ่งมหัศจรรย์ที่นางฟ้าได้ไปเห็นมา ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นไปกว่าการได้เห็นก้อนหินยักษ์ตั้งตระหง่านท้าทายแรงดึงดูดของโลก ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นคอยพยุงไว้เลยค่ะ สัมผัสประสบการณ์เหล่านี้ได้ในทัวร์เส้นทางสแกนดิเนเวีย

Kjeragbolten (ประเทศนอร์เวย์)
ความจริงทางธรณีวิทยา: เป็นหินที่ถูกธารน้ำแข็งโบราณพัดพามาติดอยู่ในรอยแยกรูปตัว V ของภูเขาเมื่อประมาณ 10000 ปีก่อน แรงดันด้านข้างจากผนังหน้าผาทั้งสองด้านทำให้หินก้อนนี้มั่นคงอย่างน่าเหลือเชื่อ
ประสบการณ์ของนักท่องเที่ยว: หินก้อนนี้แขวนตัวอยู่เหนือก้นบึ้งที่ลึกถึง 3300 ฟุต นักท่องเที่ยวต้องเดินเท้ากว่า 7 ไมล์ เพื่อมายืนบนหินแคบ ๆ นี้โดยไม่มีเชือกนิรภัย ในวันที่หมอกลงจัดจะให้ความรู้สึกเหมือนเรากำลังลอยอยู่กลางอากาศเลยค่ะ

Mexican Hat Rock (สหรัฐอเมริกา)
ความจริงทางธรณีวิทยา: เกิดจากการกัดเซาะที่ไม่เท่ากัน โดยชั้นหินด้านล่างที่อ่อนกว่าถูกกัดเซาะเร็วกว่าชั้นหินทรายด้านบนที่แข็งกว่าตลอดเวลาหลายล้านปี
จุดเด่นและประสบการณ์: รูปร่างของหินดูเหมือนหมวกปีกกว้างของชาวเม็กซิกันที่กำลังลอยคว้างกลางอากาศ เนื่องจากฐานหินแคบมากจนดูเหมือนพร้อมจะร่วงลงมาเพียงแค่มีลมพัดแรง ๆ แต่ความจริงมันกลับทรงตัวอยู่ได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ
2. ร่องรอยสัตว์ในตำนานและสถาปัตยกรรมธรรมชาติ (Nature Sculpture Garden)
ธรรมชาติคือประติมากรที่เก่งที่สุด ท่านได้สลักเสลาหินให้มีรูปร่างเหมือนสัตว์ในตำนานและสิ่งก่อสร้างแปลกตา ราวกับมีชีวิตขึ้นมาจริง ๆ ดังนี้ค่ะ

หินสามวาฬ: อยู่ในจังหวัดบึงกาฬบ้านเรานี่เอง ความมหัศจรรย์คือหินทรายทั้ง 3 ก้อนเรียงตัวกันเหมือนครอบครัววาฬ พ่อ แม่ และลูก โดยนักท่องเที่ยวสามารถเดินบนหลังวาฬพ่อและวาฬแม่ได้เท่านั้น ส่วนวาฬลูกจะชันเกินกว่าจะขึ้นได้อย่างปลอดภัยค่ะ

Shiprock: สูงตระหง่านเกือบ 1600 ฟุต หรือเท่ากับตึก 200 ชั้น ในตอนกลางวันจะเป็นสีเทาเข้มเหมือนซากเรือเกยตื้น แต่เมื่อพระอาทิตย์ตกดินจะเปลี่ยนเป็นสีส้มแดงราวกับกำลังลุกเป็นไฟ ชาวนาวาโฮเชื่อว่าเป็นซากฟอสซิลของนกยักษ์ที่พาบรรพบุรุษข้ามทะเลทรายมา

Fairy Chimneys: ความพิเศษคือหินเหล่านี้อ่อนพอที่มนุษย์จะขุดเข้าไปสร้างเป็นบ้านและโบสถ์ได้ และสีของหินจะเปลี่ยนไปตามแสงอาทิตย์ ตั้งแต่ชมพูอ่อนไปจนถึงส้มแดงในช่วงเย็น ราวกับเมืองในเทพนิยาย

Hvítserkur: ชื่อนี้มีความหมายว่า เสื้อเชิ้ตสีขาว (White Shirt) เนื่องจากมีคราบสีขาวจากมูลนกที่สะสมมานานปีบนยอดหิน ตามตำนานเล่าว่านี่คือยักษ์ Troll ที่เดินเพลินจนลืมเวลาและถูกแสงอาทิตย์สาปให้กลายเป็นหินในตอนรุ่งสาง


3. ดินแดนลึกลับประหนึ่งดาวเคราะห์ดวงอื่น (Alien Landscapes)
บางสถานที่ทำให้นางฟ้ารู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปอยู่ในภาพยนตร์ไซไฟหรือดินแดนของมนุษย์ต่างดาวเลยค่ะ
Fly Geyser (สหรัฐอเมริกา): เกิดจากความผิดพลาดในการเจาะบ่อน้ำร้อนเมื่อปี 1964 แรงดันน้ำพ่นแร่ธาตุออกมาสะสมจนกลายเป็นหоคอยหิน 3 หอคอย ที่มีสีสันสดใส ทั้งแดง เขียว และส้ม จากแบคทีเรียที่ชอบความร้อน ราวกับสิ่งมีชีวิตทางธรณีวิทยาที่ค่อย ๆ เติบโตขึ้น

White Desert (อียิปต์): ทะเลทรายที่ดูเหมือนถูกปกคลุมด้วยหิมะ แต่จริง ๆ คือหินปูนชอล์กขาวโพลนที่เหลือทิ้งไว้จากทะเลโบราณ ลมพัดพาจนหินมีรูปทรงแปลกตาคล้ายเห็ดยักษ์ โดยเฉพาะในคืนที่มีแสงจันทร์สาดส่อง ทะเลทรายแห่งนี้จะเปลี่ยนเป็นพื้นผิวที่ดูเหมือนไม่ใช่โลกมนุษย์

Tsingy de Bemaraha (มาดากัสการ์): คำว่า Tsingy แปลว่า ที่ที่เดินเท้าเปล่าไม่ได้ เพราะพื้นดินเต็มไปด้วยหินปูนที่แหลมคมเหมือนใบมีด เป็นเขาวงกตธรรมชาติที่อันตรายจนแม้แต่รองเท้าเดินป่าก็อาจถูกฉีกขาดได้ แต่ที่นี่กลับเป็นที่อยู่อาศัยของเหล่าตัวลีเมอร์และนกหายาก


4. ประตูสู่สวรรค์และอารยธรรมบนยอดเขา (Stairways to Heaven)
มาถึงกลุ่มสถานที่ที่เป็นจุดหมายปลายทางยอดฮิตของเหล่านักแสวงบุญและนักผจญภัยที่อยากจะใกล้ชิดกับท้องฟ้าให้มากขึ้น

Tianmen Mountain (จีน): หรือ ประตูสวรรค์ ที่เมืองจางเจียเจี้ย มีซุ้มประตูหินธรรมชาติสูงกว่า 427 ฟุต การจะไปถึงปากถ้ำต้องฝ่าฟันขึ้นบันได 999 ขั้น ที่เรียกว่าเส้นทางสู่สวรรค์ หรือจะเลือกนั่งกระเช้าไฟฟ้าที่ยาวที่สุดถึง 24459 ฟุต ผ่านทางถนนที่คดเคี้ยวถึง 99 โค้ง ก็ตื่นเต้นไม่แพ้กัน

Sigiriya (ศรีลังกา): อดีตพระราชวังบนยอดหินสีแดงสูง 656 ฟุต ที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางที่ราบ ความลึกลับที่สุดคือคนในศตวรรษที่ 5 ขนอิฐมหาศาลขึ้นไปได้อย่างไร ก่อนถึงยอดเพื่อน ๆ จะได้พบกับ Lion Gate ซึ่งยังมีร่องรอยของกรงเล็บสิงโตยักษ์แกะสลักที่ทางเข้า และยังมีกำแพงกระจกที่ขัดเงาด้วยไข่ขาวและขี้ผึ้งจนใสแจ๋วอีกด้วย

Mount Fanjing (จีน): วัดคู่บนยอดเขา Red Clouds Golden Summit ที่เชื่อมกันด้วยสะพานหินเล็ก ๆ ท่ามกลางทะเลหมอกที่ระดับความสูงกว่า 7500 ฟุต ดูเหมือนวิมานเทวดาที่ลอยอยู่เหนือโลกมนุษย์จริง ๆ ค่ะ

ความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติที่ต้องร่วมกันรักษา
เพื่อน ๆ คะ ความงดงามที่ธรรมชาติใช้เวลาสร้างสรรค์มานับล้านปีเหล่านี้ ช่างเปราะบางเหลือเกินค่ะ อย่างใน Arches National Park ดินที่มีชีวิตหรือ biological crust ที่เรามองข้าม รอยเท้าเพียงรอยเดียวอาจต้องใช้เวลาฟื้นฟูนานถึง 50 ปีเลยนะ หรือที่ Yehliu Geopark หินรูปทรงรองเท้าแก้วหรือหัวสัตว์ต่าง ๆ ก็กำลังค่อย ๆ สึกกร่อนและหายไปตามกาลเวลา


"จงออกไปเห็นความมหัศจรรย์เหล่านี้ด้วยตาตนเอง ก่อนที่มันจะกลายเป็นเพียงเรื่องเล่าในตำนาน"
เพราะโลกใบนี้ยังมีสิ่งน่าค้นหาอีกมากมายที่รอให้เราไปสัมผัสด้วยหัวใจค่ะ แล้วพบกันใหม่ในทริปหน้านะคะ





